Pages: 1

Ramada By Wyndhm Mira North Pattaya กับการลงทุนแบบเสือนอนกิน

วันที่โพสต์: 02/07/2019
  • ที่ตั้ง
  • รูปแบบอาคาร
  • ส่วนกลาง
  • ความคุ้มค่า
8.5/10

Ramada By Wyndhm Mira North Pattaya กับการลงทุนแบบเสือนอนกิน

ในช่วงที่ดอกเบี้ยเงินฝากแบบน้อยนิดต่อเนื่องหลายๆ ปี คนที่มีเงินสดในมือย่อมแสวงหาช่องทางในการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด ซึ่งในการลงทุนก็มีทั้งระยะสั้นและระยะยาว ตัวอย่างการลงทุนระยะสั้น เช่น เงินฝากในธนาคารอาจจะเป็นออมทรัพย์หรือฝากประจำ หรือการซื้อกองทุนก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่หลายๆ คนเลือกกัน แต่ความผันผวนและความเสี่ยงก็จะมีมากกว่าเงินฝากธนาคาร ความจริงแล้วการเล่นหุ้นผมก็ถือว่าลงทุนในระยะสั้นนะครับ ถ้าผู้ลงทุนมีความประสงค์จะถือไว้ในระยะไม่นาน สำหรับการลงทุนระยะยาวนั้นมีหลายรูปแบบ เช่น การออมเงินในประกัน การออมในพันธบัตรรัฐบาล การซื้อ LTF หรือ RMF หุ้นกู้บริษัทต่างๆ หรือแม้แต่การซื้อหุ้นตลาดหลักทรัพย์ผมก็นับนะ ถ้าผู้ซื้อลงทุนอยากถือหุ้นในระยะยาว

นอกจากนี้อีกหนึ่งTrendที่ผมไม่กล่าวถึงไม่ได้ในช่วงประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมาก็คือ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโด ซึ่งในการลงทุนดังกล่าวก็เหมือนกับการลงทุนต่างๆ ตามที่กล่าวไปในข้างต้น เพราะผู้ลงทุนมีความต้องการที่แตกต่างหันบางคนชอบลงทุนในระยะสั้นแต่ในบางคนชอบลงุทนในระยะยาว อย่างไรก็ตามในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านการลงทุนในระยะสั้นเช่น การซื้อขายใบจอง หรือการลงทุนในระยะยาว เช่น การซื้อเพื่อปล่อยเช่าหรือขายต่อ เริ่มจะมีปัญหา เนื่องจาก Supply คอนโดใหม่ที่เข้ามาในตลาดมีมากมายอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนที่ต้องการซื้อเพื่อขายต่อหรือปล่อยเช่าในระยะสั้นหรือระยะยาวไม่สามารถทำได้ง่ายๆ เหมือนแต่ก่อน เกิดเป็นภาวะคอนโดล้นตลาดในหลายๆพื้นที่ในกรุงเทพ และคาดว่าจะยังเกิดขึ้นต่อเนื่องไปเรื่อยๆเพราะ Supply ในตลาดไม่มีทีท่าว่าจะลดลง อย่างไรก็ตามก็มี Developer บางราย เริ่มเห็นปัญหาดังกล่าว จึงได้คิด Platform ใหม่ในการลงทุน ซึ่งจะสร้างผลประโยชน์ตอบแทนทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในระยะยาว

แล้วคืออะไรอ่าาาาา??? 

เรามาซื้อห้องชุดที่จะมาทำเป็นโรงแรมกันมะครับ????ก็ชวนง่ายๆและวัตถุประสงค์ค่อนข้างชัดเจนครับ เมื่อการซื้อคอนโดเพื่อขายต่อหรือปล่อยเช่าเริ่มมาถึงทางตันและหาทางออกไม่ได้อีกต่อไป เราก็ต้องหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มากกว่า

ทำไมถึงต้องเป็น Platfrom โรงแรม? Service apartment ได้ปะ? สำหรับ Service Apartment เต้ตัดทิ้งเลย เพราะ Platform ก็จะคล้ายๆซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่า ดังนั้นปัญหาก็จะคล้ายๆกันนั่นคือ ล้นตลาด หาคนเช่ายาก ยูนิตเยอะ ดังนั้นกลับมาที่คำถามเดิม “ทำไมถึงต้องเป็น Platfrom โรงแรม?”

หลายๆ คนอาจจะยังไม่ทราบว่าในปี 2561 ที่ผ่านมาประเทศไทยสร้างรายได้ กว่า 2 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่มาเมืองไทย โดยมีจำนวนถึง 38.27 ล้านคน ปัจจุบันประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นอันดับ 4 ของโลก สูงมะล๊าาาา สำหรับแนวโน้มการท่องเที่ยวปี 2562 คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 41.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.5% จากปี 2561 และคาดว่าน่าจะสามารถสร้างรายได้ถึง 2.21 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน โดยนักท่องเที่ยวจากจีนจะมีสัดส่วนใหญ่ที่สุด โดยคาดการว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากจีนมาเมืองไทยสูงถึง11.69 ล้านคน เติบโต 11% ส่วนนักท่องเที่ยวจากอาเซียนคาดว่าจะมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน โดยคาดว่าจะมีประมาณ 11.31 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10% สำหรับนักท่องเที่ยวจากยุโรปคาดว่าจะมีราว 6.90 ล้านคน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 2% สำหรับ อินเดีย 2.01 ล้านคน, รัสเซีย 1.50 ล้านคน และจากสหราชอาณาจักร 0.99 ล้านคน ตามลำดับ พอจะเห็นภาพไหมครับว่าเต้กำลังจะสื่ออะไร? จริงๆแล้วที่นำข้อมูลนี้มา เพื่อแสดงให้เห็นว่าธุรกิจการท่องเที่ยวของบ้านเรานั้นเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งธุรกิจที่สัมพันธ์กับการท่องเที่ยวโดยตรงก็คือโรงแรม พอจะเห็นภาพชัดขึ้นมาแล้วใช่ไหมครับว่าทำไมต้องเป็นโรงแรม ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือมันเป็นธุรกิจที่อยู่ใน Trend ขาขึ้นเพราะมีการเติบโตขึ้นทุกปี ไม่ใช่ ธุรกิจที่กำลังอยู่ในช่วงขาลง

อย่างไรก็ตามในการลงทุนในรูปแบบของโรงแรมนั้นก็มีด้วยกันหลายวิธี โดยวิธีที่เราทราบกันทั่วไปก็คือ 

  1. สร้างด้วยตัวเองเลย จะกู้หรือจะใช้เงินสดตัวเอง ก็แล้วแต่ฐานะทางการเงินของแต่ละคน ซึ่งวิธีนี้ถ้าไม่รวยแบบจริงๆ หรือเครดิตดีมากๆ เพื่อจะขอกู้กับธนาคารคงทำไม่ได้
  2. การซื้อหุ้นโรงแรมในตลาดหลักทรัพย์โดยตรง สำหรับวิธีนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ใช้เงินไม่มาก แต่ก็ถือว่าเราเป็นเจ้าของร่วมในโรงแรมเช่นกัน โดยสิ่งที่ได้จากการถือหุ้นในโรงแรมที่ดีก็คือ เงินปันผลและ มูลค่าส่วนต่างของหุ้นที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม Benefitอย่างอื่นภายในโรงแรม เราจะไม่ได้ใช้เลยไม่ว่าจะเป็นการเข้าพักหรือการใช้ทรัพย์สินภายในโรงแรม ซึ่งคนที่ถือหุ้นโรงแรมน่าจะพอทราบกันอยู่ 
  3. การลงทุนในการซื้อห้องชุดที่จะนำไปจดเป็นโรงแรม นี่ล่ะคร๊าบที่เต้จะแนะนำและเป็น Highlight ของบทความนี้ หลักการง่ายๆ ก็คือ โครงการหรือห้องชุดที่เราจะซื้อ ทาง Developer ตั้งใจจะไปจดทะเบียนให้เป็นโรงแรมอยู่แล้วครับ (จุดประสงค์ชัดเจนตั้งแต่ Day 1) ดังนั้นห้องที่เราซื้อจะไม่มีวัตถุประสงค์อะไรแอบแฝง เพราะเราเข้าใจตั้งแต่วันแรกที่ซื้อและมีสัญญาจะมีระบุไว้ชัดเจน

ความจริงแล้วมีการนำ Platform แบบนี้มาใช้หลายปีแล้วครับ โดยเฉพาะในต่างประเทศ แต่อาจจะยังมีไม่มากในบ้านเรา จึงทำให้ไม่มีคนทราบถึงการมีอยู่สักเท่าไหร่ อย่างบ้านเราโครงการหรือ Brand ดังๆ ที่ใช้ Platform นี้ ก็จะเป็น Armari ที่ภูเก็ต โครงการนี้จะเป็นโรงแรมทุกยูนิต แต่ก็ไม่ได้ขายขาดนะแต่เป็นเช่า 99 ปี พอครบ 99 ปี ก็ต้องคืนห้องเค้าไป เท่ากับว่าเงินที่ลงทุนจะเท่ากับศูนย์ แบบนี้ส่วนตัวคิดว่าไม่ Work เพราะซื้ออสังริมทรัพย์ พอนานวัน Value ควรจะต้องเพิ่มขึ้น แต่โครงการของ Armari ยิ่งนานวัน Value ยิ่งลดลง

มาต่อกับแบบที่ 2 โครงการลูกผสมระหว่าง โรงแรม + คอนโด โดยมีโรงแรมที่ Developer สร้างคู่กับคอนโดครับ ถ้าเป็น Brand ดังๆหน่อยก็จะเป็นของวิรันดา วีรันดาจะมีการทำห้องชุด (คอนโด) มาปล่อยเช่าคู่กับฝั่งโรงแรม โดยในตอนซื้อจะมีระบุในสัญญาเลยว่า หลังจากโอนแล้วห้องชุดดังกล่าวจะถูกนำไปปล่อยทำโรงแรม แต่สัญญาจะไม่ยาวมากครับอย่างที่เชียงใหม่กับครั้งละ 5 ปีครับ อย่างไรก็ตามสำหรับใน Case ของวีรันดา ผู้ซื้อเลือกที่จะไม่ให้วีรันดานำห้องไปปล่อยเช่าเป็นโรงแรมก็ได้นะครับ ดังนั้นในโครงการของวีรันดาที่ใช้ Platform นี้ ภายในโครงการจะมีการผสมกันระหว่างโรงแรมและคอนโดที่พักอาศัย ก็อาจจะดูเทาๆนิดนึงเพราะเรื่องกฎหมายการปล่อยเช่าห้องชุดรายวันละครับ  กลับมาที่โครงการที่ผมพูดถึงต่อครับ สำหรับโครงการที่ผมกล่าวถึงนี้จะเป็นโรงแรมแบบ 100% นะครับ ซึ่งจะเหมือนของ Armari ดังนั้นทุกคนที่ซื้อโครงการนี้จะมาซื้อเพื่ออยู่เอง หรือซื้อเพื่อปล่อยเช่าเองไม่ได้นะคร๊าบ เพราะจุดประสงค์ของโครงการนี้ก็คือ ซื้อแล้วจะต้องยอมให้ Developer เช่าห้องชุดเพื่อจะนำไปพัฒนาเป็นโรงแรมต่อไปในอนาคต พูดมาถึงตอนนี้ผมว่าน่าจะมีใครสนใจบ้างแล้วเนอะ?  แล้วถ้าสนใจจะต้องทำอย่างไรบ้างอ่ะ?ง่ายๆ ครับวิธีการเหมือนซื้อคอนโดเลยครับ คือ

  1. เราจะเลือกห้องที่เราอยากได้ ซึ่งความจริงแล้วห้องไหนก็ได้นะครับ55 เพราะสวยทุกห้อง โดยทุกห้องเป็น Single corridor และวิวที่ได้จะเป็นวิวสระว่ายน้ำและสวนทุกห้อง
  2. ชำระเงินจองและเงินทำสัญญา
  3. ผ่อนดาวน์ทุกเดือน
  4. โอนเพื่อห้องสร้างเสร็จ
  5. หลังจากนั้นเซ็นสัญญาเช่าเพื่อให้โครงการนำห้องไปทำโรงแรม หลังจากนั้นเก็บกินผลตอบแทนตลอดระยะเวลา 30 ปี
  6. ชีวิตก็จะมีความสุขเพราะจะมี Passive income ตลอด 30 ปี (เสือนอนกินไหมละ)

โดยอัตราผลตอบแทนจะมี 2 ช่วงครับ ในช่วง 3 ปีแรกนั้นจะเป็นการจ่ายค่าเช่าแบบFixed rate กล่าวคือค่าเช่านั้นจะไม่เปลี่ยนแปลงในช่วง 3ปีแรก (ถือว่าให้เยอะมากนะที่อื่นให้แค่ 2 ปีเอง) สำหรับในปีที่ 4-30 นั้น ค่าเช่าจะผันแปรตามค่าใช้จ่ายและรายรับที่เกิดขึ้นจริง โดยจะมีการแบ่งผลกำไรจาก Net profit กันที่ 70:30 โดยเจ้าของห้องชุดจะได้ 70%และทาง Habitat group จะได้ 30% สำหรับรายได้ว่าห้องไหนได้เท่าไหร่ จะเกิดจากการนำผลกำไรทั้งหมดในการปล่อยเช่ามารวมกัน หลังจากนั้นจะหารเฉลี่ยออกมาให้แต่ละยูนิตครับ โดยห้องที่ยูนิตใหญ่กว่า จะได้ผลตอบแทนมากกว่าเพราะมีพื้นที่มากกว่า ก็ง่ายๆ แบบนี้ล่ะครับ

บางคนอาจจะสงสัยว่าBrandที่โครงการจะนำมาใช้ในการพัฒนาโรงแรมนั้นคือ Brand อะไร และเป็น Hotel Chain ของ Group ไหน สำหรับโครงการนี้จะใช้ Brand ของ Ramada ซึ่งจะอยู่ในเครือของ WYNDHAM โดยจะเป็น Hotel Chain ใหญ่อันดับหนึ่งของอเมริกาครับ โดยกลุ่มของ WYNDHAM จะแบ่งโรงแรมเป็น 5 Categories ซึ่งจะมี Brandต่างกันตามความหรูหราของโรงแรม

Upscale 

  • Dolce Hotels and Resorts
  • Wyndham
  • Wyndham Grand

Lifestyle

  • TRYP
  • Esplendor Boutique Hotels
  • Dazzler
  • Trademark Collection

Midscale

  • La Quinta Inns & Suites
  • Wingate
  • Wyndham Garden
  • AmericInn
  • Ramada
  • Ramada Encore
  • Baymont

Economy

  • Microtel Inn & Suites
  • Days Inn
  • Super 8
  • Howard Johnson
  • Travelodge

Extended stay

  • Hawthorn Suites

โดย Habitat Group นั้น เลือกที่จะใช้ Brand “Ramada” ซึ่งเป็นMidscale หรือถ้าจะพูดให้เห็นภาพก็คือโรงแรม 4 ดาว อารมณ์เกรดประมาณ Novotel หรือ Mercure ครับ โดยชื่อเต็มของโครงการนี้ก็คือ Ramada By Wyndhm Mira North Pattaya ซึ่งต่อไปผมจะเรียกสั้นๆว่า Ramada By Wyndhm ซึ่งจะได้กระชับมากขึ้น พูดมานานมากแล้วบางคนยังสงสัยอยู่เลยว่าตัวโรงแรมอยู่ที่ไหน โครงการ Ramada By Wyndhm  จะอยู่ที่พัทยาเหนือ โดยจะอยู่ที่ ซอย 2/2 ห่างจากถนนพัทยาเหนือเส้นหลัก ประมาณ 400 เมตร โดยบริเวณหน้าปากซอยพัทยาเหนือ 2/2 จะมี Tesco อยู่ด้วย และนอกจากนี้ยังห่างจาก Terminal 21 เพียง 700 เมตร

ผมเชื่อว่าหลายๆคนอาจสงสัยว่าทำไม Developer ถึงต้องเป็นพัทยา 

  • พัทยาไม่มี High season หรือ Low season ดังนั้น อัตราการเข้าพักนั้นจะมีได้ตลอดปี 
  • ติด 1 ใน 20 เมืองท่องเที่ยวที่น่าสนใจ จัดโดย CNN 2016
  • ติดลำดับ Top 3 เมือง ซึ่งมีอัตราการเข้าพักสูงสุดในประเทศไทยโดยมีอัตราการเข้าพักถึง 79.57%ในไตรมาส 1 ปี 2016
  • เป็นเมืองที่โตเร็วที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประเทศไทย
  • ใกล้กรุงเทพเดินทางสะดวก โดยห่างจากกรุงเทพเพียง 90 นาที โดยรถยนต์
  • เป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมากสูงเป็นอันดับที่ 18 จากผลการสำรวจถึง 162 เมืองทั่วโลก ข้อมูลจาก: Mastercard Global Destination Cities Index, GDCI 2018
  • การเติบโตอย่างต่อเนื่องของกลุ่มนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ โดยเฉพาะคนจีน

นี่ก็เป็นเหตุผลแบบง่ายๆ ว่าทำไม Developer ถึงเลือกเมืองพัทยา เป็นสถานที่สำหรับการพัฒนาโรงแรม เพราะนอกจากกรุงเทพ ภูเก็ตแล้ว พัทยาคือเมืองอันดับที่ 3 ที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมามากที่สุด ก็เราทำโรงแรมอ่ะจำนวนนักท่องเที่ยวย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด จริงมะ?

กลับมาที่โครงการกันดีกว่า สำหรับโรงแรม Ramada By Wyndhm ข้อมูลของโครงการจะมีดังนี้

ที่ตั้ง: พัทยาเหนือ ซอย 2/2 ห่างจากถนนพัทยาเหนือเส้นหลัก ประมาณ 400 เมตร 
เนื้อที่โครงการ: 2-3-99ไร่
อาคารสูง: 8 ชั้น 2 อาคาร
จำนวนยูนิต: 339ยูนิต
ลิฟท์:โดยสาร 3 ตัว/ อาคาร
ประเภทห้อง: Studioและ 1 ห้องนอน

  • Deluxe ขนาด 29-40 ตารางเมตร
  • Junior Suite ขนาด 45 ตารางเมตร
  • Suite ขนาด 55 ตารางเมตร

ราคาเริ่มต้น: 3.9 ล้านบาท
ที่จอดรถ: ประมาณ N/Aคัน
ค่าเงินกองทุน: 600บาท/ตารางเมตร
ค่าส่วนกลาง: 60 บาท/ตารางเมตร
คาดว่าจะแล้วเสร็จ: ไตรมาส 2 ปี 2022

สำหรับวันนี้ผมมีห้องตัวอย่างของห้อง Delux Room มาให้ชมกันด้วยนะครับ สวยดูดีเลยล่ะ รีวิวห้องชุดของที่นี่จะมาแบบง่ายๆ เลยนะครับ โดยงาน Interiorจะเป็นตามห้องตัวอย่างเลยครับ เพราะเป็นการจำลองห้อง Standard ของโรงแรมมาให้ดูครับ โดยโครงการนี้จะไม่มีห้องครัวเหมือนโครงการอื่นๆ ของ Habitat Group ก่อนหน้านี้แล้วนะครับ เพราะโครงการนี้ตั้งใจพัฒนาเป็นโรงแรมเลย ดังนั้นภายในห้องชุดจึงมีเพียงแค่โซนห้องนอนและห้องน้ำเท่านั้นครับ สำหรับภาพรวมของ Spec ถ้าเทียบกับคอนโดก็อยู่ใน Segment Luxury โดยจุดเด่นของห้องชุดทุกห้องภายในโรงแรมนี้ก็คือ ทุกห้องเป็น Single Corridor และทุกห้องนั้นวิวที่ได้จะเป็นสระว่ายน้ำและสวนส่วนกลางครับ โดยจุดเด่นของห้องชุดในโรงแรมนี้จะเน้นงานกระจก ไม่ว่าจะเป็นภายในห้องหรือแม้แต่ระเบียงราวกันตกก็ยังคงเป็นกระจก ซึ่งผมก็เข้าใจนะ เพราะโครงการนี้ออกแบบให้ทุกห้องเห็นส่วนกลางที่เป็นสระว่ายน้ำและน้ำตก ดังนั้นก็ต้องเน้นกระจกหน่อยเนอะ สำหรับงาน Interior สวยงาม มาครบตาม Style โรงแรมเลยครับ Lighting ก็อัดเต็มมาก เพราะจะทำโรงแรมแล้วเนอะกั๊กไม่ได้ ประกอบกับ Brand ของ Ramada ที่นำมาใช้ จึงทำมาตราฐานต่ำไม่ได้ครับ ไม่อย่างนั้นเค้าถอน Brand ทิ้งนะ55

สรุปในภาพรวมมาตรฐานความสวยนั้นอารมณ์เหมือนโรงแรมBoutique 4-5 ดาวเลยครับ โดยความเก๋ที่ผมชอบมากก็คือห้องน้ำที่เป็นกระจกใสหมดเลย เก๋เป็นที่สุด น่าจะเอา Concept นี้ไปพัฒนาคอนโดนะครับเนี้ย 55

สำหรับส่วนกลางนั้น ภายในโรงแรมจะมี Facilities เหมือนโรงแรมทั่วไปเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น

-Lobby ที่ได้รับการตกแต่งอย่างหรูหรา

-สระว่ายน้ำและสวนขนาดใหญ่ โดยมีจุดขายเป็นม่านน้ำตก และสวนเล่นระดับ

-ห้องอาหารแบบ All day dining และห้องจัดประชุมหรือสัมมนา

-Function room ห้องจัดเลี้ยงก็มีนะครับ

-ห้องฟิตเนสพร้อมเครื่องเล่นทันสมัย

-ห้องเด็ก ส่วนกลางนี้ต่างชาติจะชอบมาก เพราะหลายๆครั้งเค้าจะเดินทางมาพร้อมกับเด็กน้อย

-Business Center เป็น Facilities ที่โรงแรม 4-5 ดาว ต้องมี

เรียกว่าส่วนกลางมาค่อนข้างครบครับ แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ Design นั้นสวยมาก อยากเห็นตอนเสร็จจริงๆ จังๆ เลยว่าจะงามขนาดไหนหุๆ

ผลประโยชน์เพิ่มเติม

 ตามที่เราทราบกันดีว่าอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 6% 3 ปี และปีที่ 4 เป็นต้นไปจะเป็นแบ่งกำไรกันระหว่าง Habitat Group กับผู้ซื้อ อย่างไรก็ตามยังมีผลประโยชน์ให้ผู้ซื้อเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยที่ผมลืมบอกก็คือ 

  • ผู้ซื้อสามารถเข้าพักได้ 14 วัน/ปี โดยห้องที่เข้าพักจะเป็นห้องที่เราซื้อ หรือถ้าห้องเราไม่ว่าง เราจะได้ห้องที่มีขนาดเท่ากับห้องที่เราซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มเติม คำว่าไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนี้คือความฟินครับ เพราะหลายๆ Developer ที่ใช้ Platform นี้ เวลาเราเข้าพักต้องเสียเงินด้วยนะตัวเอง โดยค่าใช้จ่ายอยู่ที่หลักพันนะค๊าบ เค้าจะเรียกว่าค่าทำความสะอาดหุๆ
  • นอกจากนี้ผู้ซื้อสามารถเช่าห้องพักโรงแรมในเครือ Habitat Group ในราคาพิเศษได้อีกด้วยครับ

และท้ายสุด(เกือบจะจบละ)ใครที่เริ่มอยากลงทุนในวันนี้ ทาง Habitat Group ได้จัดทำ Financial programmeพิเศษ สำหรับคนที่สามารถชำระ Down payment ได้ 50% หรือชำระยอดเต็ม 100% ได้  โดยทางโครงการมีผลตอบแทนพิเศษให้ลูกค้ากลุ่มนี้ด้วยนะครับ

  • ถ้าชำระเงินดาวน์ 50% จากราคาขายจะได้เงินตอบแทน 4% ของเงินดาวน์ ต่อปี เช่น ราคาขาย 4,234,900 บาท ชำระเงินดาวน์ 2,117,450 บาท โดย 4% จากเงินดาวน์จะเท่ากับ 86,698 บาท ต่อ 1 ปี ซึ่งถ้าคิดเป็นเดือนจะได้เดือนละ 7,058.17 บาท  โดยเราจะได้ยอดดังกล่าวทุกเดือนหลังเซ็นสัญญา จนกว่าอาคารสร้างเสร็จนะครับ
  • ถ้าชำระเต็ม 100% จากราคาขายจะได้เงินตอบแทนถึง 5% ต่อปี เช่น ราคาขาย 4,234,900 บาท ชำระยอดเต็ม 4,234,900 บาท  โดย 5% จาก 4,234,900 จะเท่ากับ  บาท 211,745 บาท ต่อ 1 ปี ซึ่งถ้าคิดเป็นเดือนจะได้เดือนละ 17,645 บาท โดยเราจะได้ยอดดังกล่าวทุกเดือนหลังเซ็นสัญญา จนกว่าอาคารสร้างเสร็จเลยครับ

อัตรานี้ดีกว่าเอาเงินฝากแบงค์ไว้ที่ธนาคารนะ แต่ผมลืมบอกว่ายอดรายรับดังกล่าวจะต้องโดน ภาษี หัก ณ ที่จ่าย 3% ด้วยนะครับ นอกจากนี้ถ้าใครฐานภาษีสูง วิธีนี้อาจจะไม่ Work เท่าไหร่เพราะว่า เงินที่ได้จากส่วนนี้จะต้องไปเสียภาษีด้วยนะค๊าบ แต่ถ้าใครฐานภาษีต่ำหรือไม่เสียภาษีเลย การจ่ายดาวน์ก้อนใหญ่ก็แอบน่าสนใจไม่น้อยนะครับ เพราะอัตราผลตอบแทนจะสูงกว่าการนำเงินไปฝากธนาคาร หรือซื้อพวกตราสารหนี้ต่างประเทศมากมาย

เป็นยังไงกันบ้างครับ กับการเป็นเจ้าของโรงแรม Ramada By Wyndhm ในพัทยา ซึ่งมาพร้อมกับการลงทุนระยะยาว นอกจากกำไรของโรงแรมที่เราจะได้ทุกปีแล้ว นี่ยังไม่รวมถึง Capital gain ในช่วงเวลา30 ปีนะครับ เพราะที่ดินราคาขึ้นตลอดเวลา อย่างไรก็ตามถ้าเราเบื่อไม่อยากรอถึง 30 ปี ระหว่างทางเรายังสามารถขายต่อห้องชุดดังกล่าวให้คนอื่นได้ด้วยนะครับ เพราะในการซื้อขายเราจะได้รับโฉนดเหมือนการซื้ออาคารชุดทั่วไปเลยครับ และที่ Peakสุด หลังจากการอ่านมาอย่างยาวนาน หลายๆ คนอาจสงสัยว่าโครงการนี้เป็น Lease Hold หรือ Free Hold เพราะทุกสิ่งที่กล่าวมาเหมือนจะดีไปหมด ซึ่งคำตอบก็คือโครงการนี้เป็น Free Hold นะค๊าบคุ้มค่าไหมละ ก่อนจบบทความนี้เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจผมได้สรุป จุดที่น่าสนใจสำหรับโครงการนี้ไว้ดังนี้

จุดที่น่าสนใจ

  • เหมาะกับคนที่ต้องการ Passive income ในวันนี้และอีก 30 ปี
  • ไม่ต้องเสียเวลามาดูแลห้องชุด เพราะทางโรงแรมจะดูแลให้เราหมดทุกอย่าง
  • อัตราผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากทุกประเภท
  • เป็นการลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำ
  • สามารถประมาณรายรับตลอดทั้งปีได้ค่อนข้างแน่นอน เพราะทางโครงการแจ้งว่าประมาณการรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วอัตราผลตอบแทนปีที่4 เป็นต้นไป ไม่น่าจะต่ำกว่า 6% โดยน่าจะวิ่งอยู่ที่6% – 8% 
  • เนื่องจากห้องที่เราจะซื้อเป็นห้องชุดดังนั้นเรากู้ได้นะค๊าบ ดอกเบี้ยดีด้วย สมมุติดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีอยู่ที่ 3% เราได้การันตี 6% อยู่เฉยๆขำๆเรายังได้เงินใช้ฟรี 3% จากราคาค่าห้องเลยครับ 55 หรือถ้าเรากู้ 20-25 ปี พอครบ 20-25 ปีเราได้คอนโดมาฟรีๆละ ไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะเราแค่เอาค่าเช่าที่ทางโรงแรมจ่ายให้มาผ่อนแบงค์ทุกปีเลิศไหมละ? ไม่ต้องวิ่งง้อเอเจนต์มาปล่อยเช่าให้เราด้วย
  • และท้ายสุดและสำคัญที่สุดก็คือโครงการนี้เป็น Free hold ครับ คือเราเป็นเจ้าของกรรมสิทธิตลอดไปครับ

จุดที่พึงคิด

  • ผู้ซื้อไม่มีสิทธิในห้องชุดที่เราปล่อยเช่าให้ทาง Habitat group ไปบริหารต่อ
  • ผู้ซื้อไม่มีสิทธิไปใช้ทรัพย์ส่วนกลางได้นอกจากการเข้าพักอาศัยฟรี 14 วัน
  • สัญญาเช่าไม่สามารถยกเลิกได้ 30 ปี
  • รายได้ตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไปจะไม่มีความแน่นอน ขึ้นอยู่กับรายได้ของโรงแรม
  • เราไม่สามารถนำ 14 วันที่เหลือไปปล่อยเช่าต่อได้

เป็นอีกหนึ่งบทความที่ทำการบ้านหนักมาก เพราะเป็นเรื่องการลงทุนล้วนๆ ต้องเอาข้อมูลดิบของโครงการไปหาข้อมูลเพิ่ม และศึกษาความเป็นไปได้ของผลตอบแทน ซึ่งเอาจริงๆ แล้วก็มีความเป็นไปได้ครับ ดังนั้นผมค่อนข้างมั่นใจว่าใครลงทุนโครงการนี้ไปยังไงก็ไม่น่าจะขาดทุนครับ เพราะโครงการนี้บริหารงานด้วยทีมบริหารโรงแรมระดับโลก ซึ่งโดยปกติแล้ว Chain โรงแรมระดับนี้ถ้าจะรับบริหารโรงแรมไหน โรงแรมนั้นต้องผ่านมาตราฐานของทาง Brand ที่ตั้งไว้ครับ ไม่ใช่อะไรก็ได้นะ ดังนั้นด้วย Brand ที่นำมาใช้และทีมบริหารภายใต้ Chainโรงแรมนี้ ย่อมทำให้มั่นใจได้ว่าโปรเจคนี้จะเป็นอีกหนึ่งที่ ที่น่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ลงทุน นอกจากนี้โปรเจคนี้ก็ไม่ใช่โปรเจคแรกของ Habitat Group นะครับ ตอนนี้ก็มีหลายๆ โรงแรมในเครือที่ใช้ Platform ตัวนี้ ในการบริหารอยู่ด้วย

ดังนั้นใครที่สนใจโครงการสามารถติดต่อได้ที่

Pattaya: 081-450-0002

Bangkok: 081-840-0006

www.ramadapattaya.com

แสดงความคิดเห็น

Pages: 1